ไทยจับมือเยอรมนี เปลี่ยนผ่านพลังงาน ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน - Siam Outlook

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

Saturday, March 13, 2021

ไทยจับมือเยอรมนี เปลี่ยนผ่านพลังงาน ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน


กรุงเทพฯ, 12 มีนาคม 2564– สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทยร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน GIZ)( เปิดงาน “พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต”ที่สามย่านมิตรทาวน์กรุงเทพฯ โดยมีนายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจําประเทศไทยนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และดร. พูลพัฒน์ ลีสมบัติ ไพบูลย์ ผู้อํานวยการกองการต่างประเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงพลังงานให้เกียรติเป็นประธาน


งานนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนําเสนอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการคมนาคมขนส่งของโลกและประเทศไทยจาก ปัจจุบันไปสู่อนาคตที่จะมีการนําเอาเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนลดลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพลังงานสีเขียวและการคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของประเทศไทยและเยอรมนีผ่านนิทรรศการและกิจกรรมร่วมสนุก


นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจําประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดว่า “Less is more ในที่นี้ หมายถึง ลด ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยลงเพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้มากขึ้น และเราจะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ ระบบนิเวศและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร นิทรรศการนี้มีคําตอบ โดยนิทรรศการนี้ได้ให้แนวคิดและแนวทางปฏิบัติเพื่อเสริมสร้าง อนาคตที่ดี มั่งคั่งและยั่งยืน เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้"


นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า“กระทรวงคมนาคมตระหนักถึงความสําคัญของนวัตกรรมสมัยใหม่ที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภาคการขนส่ง ทางกระทรวงฯ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งที่ยั่งยืน สะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากภาคการขนส่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ  2 ของประเทศ ซึ่งมาจากการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ประเทศไทยจึงได้จัดทําแผนปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยมีมาตรการต่างๆเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ และยังสอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีสาเหตุมากจากการจราจรติดขัดในเขตเมืองในปัจจุบันองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. กําลังวางแผนจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 2,511 คัน หลังจากที่แผนฟื้นฟูกิจการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เชื่อว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้คนกรุงเทพฯ จะได้ใช้รถเมล์ไฟฟ้านอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกยังได้ร่วมรณรงค์การลดมลภาวะทางอากาศโดยการลดภาษีรถยนต์ประจําปีสําหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยแพร่หลายดังเช่นประเทศต่างๆในยุโรป”


“อีกหนึ่งโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการขนส่งในเมือง คือ การเปิดใช้งานสถานีกลางบางซื่อในเดือนพฤศจิกายน..2564 นี้ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดเมืองอัจฉริยะ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 โดยสถานีกลางบางซื่อเป็นตัวแทนของศูนย์กลางของระบบการขนส่งทางรางของประเทศไทย ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค อาเซียน สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 600,000 คนต่อวัน มากกว่าสถานีหัวลําโพงถึง 10 เท่า และยังเป็นจุดศูนย์กลางการ เชื่อมต่อระบบการขนส่งทางรางที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา เมื่อแล้วเสร็จจะมีระยะทางรวม 220 กิโลเมตร และเป็นจุดตั้งต้นของรถไฟความเร็วสูงสายแรกของไทย เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย ซึ่งกําลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร ในอนาคตสถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ แห่งใหม่ และเป็นจุดเชื่อมต่อหลักของระบบการขนส่งมวลชนทางรางของกรุงเทพมหานคร และในขณะนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ ระหว่างการศึกษาโครงการรถไฟทางไกลซึ่งจะมีการเปลี่ยนจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานไฮโดรเจน และการใช้ แบตเตอรี่ไฟฟ้า โครงการทั้งหมดนี้เป็นการดําเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม คือ1.การขนส่งที่ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2.การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ 3.การเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม 4.การใช้ นวัตกรรมและการจัดการ”


ดร. พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ ผู้อํานวยการกองการต่างประเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า“เพื่อสร้างแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างการจัดทํา “แผนพลังงานแห่งชาติ” โดย คํานึงถึงแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาคพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคงและสร้าง ความสามารถในการแข่งขันเพื่ออนาคตทางพลังงานที่ยั่งยืน โดยแผนพลังงานแห่งชาตินี้จะกําหนดอนาคตพลังงานของประเทศ และเปลี่ยนภาคพลังงานให้สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พลังงานหมุนเวียนและ นวัตกรรมด้านพลังงานจะเป็นกุญแจสําคัญในการจัดทําแผนพลังงานแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนทิศทางนโยบายพลังงานให้ประเทศไทยสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน รวมถึงการสร้างสังคมคาร์บอนตํ่าด้วยการดําเนินนโยบายที่ยั่งยืนในระยะยาว”


“นอกจากนี้ ในปีพ.ศ. 2565 ประเทศไทยจะเป็นประธานและเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นําเขตเศรษฐกิจเอเปก ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก คือ “โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว” (Bio-Circular-Green Economy Model หรือ BCG) โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความรู้ความสามารถ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนําทรัพยากรด้านพลังงานของประเทศมา ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิด BCG ดังกล่าว ภาคพลังงานถือเป็นหนึ่งในส่วนสําคัญที่ช่วยพลิกโฉม ประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีนวัตกรรมต่อไป”


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ "A move towards a smarter future” ซึ่งมีนายวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักผลิตสารคดี และผู้ก่อตั้งช่อง “เถื่อน Channel” นายธนัย โพธิสัตย์ ผู้ก่อตั้ง ReCharge โครงการเพื่อสังคม และแอนโทนี่ ปิยชนม์ เด็กนักเรียนจากจังหวัดเชียงราย ผู้เสนอโครงการดักจับคาร์บอนในอากาศแปลงเป็นออกซิเจน เสนออีลอน มัสก์ มาบอกเล่าเรื่องราว และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับวิธีการที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานหรือการคมนาคมให้ดีขึ้น

นิทรรศการ "พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต” จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 12-18 มีนาคม พ.ศ. 2564 เวลา 10.00- 22.00 น. ที่ลานกิจกรรมชั้น 3 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ 


นิทรรศการนี้ เป็นนิทรรศการสัญจรที่จัดขึ้นโดยสํานักงานต่างประเทศของรัฐบาลเยอรมนีร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน(GIZ) ซึ่งสถานที่ต่อไปจะจัดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โดยจะนําเสนอ การดําเนินงานด้านพลังงานและการคมนาคมสีเขียวของจังหวัด ระหว่างวันที่ 23 - 27 มีนาคม พ.ศ. 2564 นี้

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here

Pages