เอราวัณ เดินหน้าตามแผน ลุยปักธง “ฮ็อป อินน์ “กรุงเทพฯ พร้อมเปิด “คอมโบโฮเท็ล” เมอร์เคียว ไอบิส สุขุมวิท 24 ขนาดกว่า 500 ห้อง - Siam Outlook

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

Saturday, March 2, 2019

เอราวัณ เดินหน้าตามแผน ลุยปักธง “ฮ็อป อินน์ “กรุงเทพฯ พร้อมเปิด “คอมโบโฮเท็ล” เมอร์เคียว ไอบิส สุขุมวิท 24 ขนาดกว่า 500 ห้อง




บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รายงานผลกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 4/61 จำนวน 180 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากผลประกอบการของไตรมาส 4/60 ส่งผลให้ในปี 2561 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 536 ล้านบาท และในปี 2562 ตั้งเป้าเติบโต ประมาณ ร้อยละ 10-15 จากปี 2561 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจำนวน 41.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 จากปี 2561 โดยประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ในปี 2562 มีแผนจะเปิดโรงแรมใหม่จำนวน 9 แห่ง โดยเป็นโรงแรม ฮ็อปอินน์ ในประเทศไทย จำนวน 7 แห่ง โรงแรมระดับกลาง และชั้นประหยัดอีก 2 แห่ง จะส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2562 มีโรงแรมรวมทั้งสิ้น 70 แห่ง มีจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 9,559 ห้อง โดยตั้งเป้าว่าจะมีอัตราการเข้าพักมากกว่าร้อยละ 80 ในปีนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 79 ในปี 2561 และคาดการณ์การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักรวม (ไม่รวมกลุ่ม ฮ็อป อินน์) ร้อยละ 3-5 

นายเพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป
กล่าวว่า “ปีนี้จะเป็นปีแรกที่เปิดโรงแรมฮ็อป อินน์ ในกรุงเทพฯ จำนวน 2 แห่ง แห่งแรกคือโรงแรมฮ็อป อินน์ แจ้งวัฒนะ จำนวน 108 ห้องพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ของปีนี้ ตั้งอยู่บริเวณ ซอยแจ้งวัฒนะ 23 ใกล้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีชมพู สถานีแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด และแห่งที่ 2 คือ โรงแรม ฮ็อป อินน์ รังสิต จำนวน 79 ห้อง ตั้งอยู่ใกล้โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รังสิต และห้างสรรพสินค้า ฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต พร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ของปีนี้เช่นกัน”

บริษัทฯ มีความมั่นใจว่าโรงแรมทั้ง 2 แห่ง จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี ทั้งจากทำเลที่สะดวกในการเดินทาง อยู่ใกล้ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์และคุณภาพของโรงแรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือมาโดยตลอด ตั้งแต่ในปี 2557 ที่เริ่มเปิด ฮ็อป อินน์แห่งแรก จนถึงปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2561 มีเครือข่ายโรงแรมฮ็อป อินน์รวมจำนวน 36 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งนับเป็นกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ทซึ่งมีเครือข่ายที่ครอบคลุมการให้บริการมากที่สุดในประเทศไทยและได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาโดยตลอด สะท้อนจากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของโรงแรม เพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในฐานะเครือข่ายโรงแรมบัดเจ็ทที่มีคุณภาพ สำหรับโรงแรมฮ็อป อินน์ อีก 5 แห่งจะเปิดให้บริการที่จังหวัด ขอนแก่น เชียงราย ระยอง หาดใหญ่ และ นครปฐม โดยจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้

นอกจากโรงแรมฮ็อปอินน์จำนวน 7 แห่งแล้ว ในปีนี้บริษัท ยังมีแผนจะเปิดให้บริการโรงแรม เมอร์เคียว ไอบิส สุขุมวิท 24 จำนวนห้องพัก 501 ห้อง ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งนับเป็นโรงแรมในกรุงเทพฯของบริษัท ที่มีจำนวนห้องพักมากที่สุด โดยโรงแรมตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์และห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม เป็นโรงแรมรูปแบบคอมโบโฮเต็ล แห่งที่ 3 ของบริษัท ซึ่งมี 2 โรงแรมภายในตึกเดียวกันหลังจากการเปิดให้บริการโรงแรมเมอร์เคียว ไอบิส สยามซึ่งเป็นโรงแรมคอมโบแห่งแรกในปี 2555 และมีผลการดำเนินงานที่ดีมาโดยตลอด รวมถึงโรงแรมโนโวเทล ไอบิส สไตล์ สุขุมวิท 4 โรงแรมรูปแบบคอมโบ แห่งที่ 2 ซึ่งเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2561 และได้รับการตอบรับที่ดีโดยมีอัตราการเข้าพักมากกว่าร้อยละ 60 ในช่วง 3 เดือนแรกของการเปิดให้บริการ

ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 4 ของแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2559-2563) ซึ่งยังคงเดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจการพัฒนาและลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทในประเทศไทยและอาเซียน โดยในปีนี้ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโรงแรมใหม่ที่จะเปิดให้บริการในปีนี้จำนวน 9 แห่ง และปรับปรุงโรงแรมเดิมให้มีความพร้อมในการแข่งขัน รวมถึงโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและจะเปิดให้บริการในปีต่อ ๆ ไปด้วย จากการดำเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2562 บริษัทจะมีจำนวนโรงแรมทั้งสิ้น 70 แห่งและจำนวนห้องพัก 9,559 ห้องและมุ่งสู่การมีจำนวนห้องพักมากกว่า 10,000 ห้องภายในปี 2563 ได้ตามเป้าหมาย


ด้านนางสาวกันยะรัตน์ กฤษณะเทวินทร์ รองกรรมการผู้จัดการ สายบริหารเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศ บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไตรมาส 4/61 กลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่งหลังจากการชะลอตัวในไตรมาส 3/61 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในไตรมาสนี้เท่ากับ 9.7 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 5 จากไตรมาส 4/60 ทั้งนี้นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทย มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยในเดือนธันวาคม 2561 นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ปรับตัวลดลงจากอุบัติเหตุเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ตในเดือนกรกฎาคม 2561 แม้ว่าจะยังไม่ถือว่าเข้าสู่ภาวะปกติแต่พัฒนาการนี้ได้สะท้อนให้เห็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัว


ในไตรมาส 4/61 บริษัทเปิดโรงแรมใหม่จำนวน 4 แห่ง ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2561 บริษัทมีจำนวนโรงแรมที่เปิดให้บริการทั้งสิ้น 61 โรงแรมและมีจำนวนห้องพักทั้งหมด 8,485 ห้อง นอกจากนี้ในเดือนตุลาคม 2561 บริษัทได้เปิดให้บริการห้องพักของโรงแรม เจ ดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ ซึ่งห้องพักที่ปรับปรุงแล้วเสร็จคิดเป็นจำนวน 70% ของห้องพักทั้งหมด สำหรับการปรับปรุงห้องพักระยะสุดท้ายจำนวน 30% จะดำเนินการปรับปรุงในระหว่างไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2562

รายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 เท่ากับ 1,701 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาส 4/60 โดยบริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีเงินได้และค่าเสื่อมราคา (“EBITDA”) เท่ากับ 561 ล้านบาทในไตรมาส 4/61 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาส 4/60 บริษัทฯ กำไรสุทธิเท่ากับ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากไตรมาส 4/60 และเพิ่มขึ้นอย่างมากจากกำไรสุทธิ 41 ล้านในไตรมาส 3/61 ส่งผลให้กำไรทั้งปีเท่ากับ 536 ล้านบาทเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6 จากปี 2560

งบกำไรขาดทุนรวมสำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม


No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here

Pages