10 สมาคมด้านยานยนต์และชิ้นส่วนไทย เสนอ Roadmap รับมือการเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมยานยนต์ มุ่งปกป้อง Supply Chain และรักษาฐานการผลิตของประเทศ - Siam Outlook

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Sunday, June 14, 2026

10 สมาคมด้านยานยนต์และชิ้นส่วนไทย เสนอ Roadmap รับมือการเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมยานยนต์ มุ่งปกป้อง Supply Chain และรักษาฐานการผลิตของประเทศ


10 สมาคมด้านยานยนต์และชิ้นส่วนไทย
เสนอ Roadmap รับมือการเปลี่ยนผ่าน
อุตสาหกรรมยานยนต์ มุ่งปกป้อง 
Supply Chain
และรักษาฐานการผลิตของประเทศ

9 มิถุนายน 2569 – กลุ่มสมาพันธ์สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทย 10 สมาคม จัดงานเสวนาและแถลงข่าว “ก้าวต่อไปอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: 10 สมาคมผนึกภาครัฐ อัปเดต ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อแสดงจุดยืนร่วมในการ สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ พร้อมนําเสนอ แนวทาง Road Map สําหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว


นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT
ชี้แจงว่า ข้อเสนอของสมาพันธ์ฯ มีเจตนารมณ์สําคัญในการสร้างกติกาการแข่งขันที่เหมาะสม เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนผลิตใน ประเทศ ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับภาครัฐ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่ง ประเด็นเรื่องมาตรการด้านภาษีและการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้าง ภาระให้กับผู้บริโภค หากผู้ประกอบการดําเนินการตามแนวทางที่ภาครัฐกําหนดไว้ ก็จะยังสามารถได้รับสิทธิ ประโยชน์เดิม และสามารถรักษาระดับราคาที่เหมาะสมต่อผู้บริโภคได้

ขณะเดียวกัน การให้ความสําคัญกับการผลิตในประเทศยังมีส่วนช่วยยกระดับบริการหลังการขายใน ระยะยาว ทั้งในด้านความพร้อมของอะไหล่ การพัฒนาศูนย์บริการ การสร้างบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านยาน ยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากผู้ผลิตไปสู่ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งจะ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจไทยโดยรวม


สําหรับข้อกังวลเกี่ยวกับพันธกรณีทางการค้าระหว่างประเทศ นายสุโรจน์ระบุว่า หลายประเทศใน ภูมิภาคอาเซียนต่างมีมาตรการเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง เพื่อดูแลฐานการผลิต อุตสาหกรรม ภายในประเทศ และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการเปิดตลาดและการส่งเสริมการค้าเสรีอย่าง เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น ประเทศอินโดนีเซียมีการกําหนดเกณฑ์สัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ หรือ TKDN โดยมีแนวทางปรับจากการพิจารณาตามจํานวนชิ้นส่วน ไปสู ่ระบบที่สะท้อนมูลค่าเพิ่ม ภายในประเทศมากขึ้น และมีเป้าหมายยกระดับสัดส่วนดังกล่าวไปสู่ระดับประมาณ 60% ภายในปี 2031


ขณะที่ประเทศมาเลเซีย แม้ภายใต้กรอบความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ ATIGA / AFTA ภาษีนําเข้ารถยนต์จากอาเซียนจะอยู่ในอัตรา 0% แต่ยังมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในอัตราค่อนข้างสูง โดยอยู่ในช่วงประมาณ 60%–105% ขึ้นอยู่กับประเภทและรายละเอียดของรถยนต์ ขณะเดียวกัน รถยนต์ที่ ประกอบหรือผลิตในประเทศสามารถได้รับสิทธิประโยชน์หรือกลไกลดหย่อนภาษีที่เชื่อมโยงกับสัดส่วนการใช้ ชิ้นส่วนภายในประเทศ

ดังนั้น ในมุมมองของ EVAT การออกแบบมาตรการด้านภาษีและมาตรการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ของไทย จึงควรถูกพิจารณาในฐานะเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

ไทย สนับสนุนการลงทุนจริงในประเทศ ยกระดับบริการหลังการขายให้กับผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดการ พัฒนาห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

ด้าน นายสมพล ธนาดํารงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย หรือ TAPMA กล่าวเสริม ว่า การเสนอให้กรมศุลกากรเร่งรัดแผนการปรับปรุงเกณฑ์การนับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content

- LC) 40% เป็นแนวทางที่สามารถพิจารณาได้ในเชิงปฏิบัติ และอาจเป็นกลไกสําคัญในการสนับสนุน ผู้ประกอบการไทยให้สามารถรักษาบทบาทในห่วงโซ่การผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมีศักยภาพ และมาตรฐานการผลิตในระดับสากลอยู่แล้ว สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการคือความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ และแนวทางการบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัว วางแผนการลงทุน และ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมั่นคง

ขณะที่ นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย หรือ THAISUBCON เน้นยํ้าถึงความสําคัญของการถ่ายทอดเทคโนโลยีว่า นอกจากมาตรการด้านภาษีแล้ว การส่งเสริมให้เกิดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง ถือเป็นปัจจัยสําคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะ ยาว โดยสมาคมฯ พร้อมทําหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ Tier 2 และ Tier 3 เข้าสู่การผลิต ชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนอัจฉริยะ หรือ Smart Parts และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้องในการดูแลกระบวนการตรวจสอบใบรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า หรือ CO เพื่อให้การค้าและการส่งออก เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล


การรวมตัวของ 10 สมาคมในครั้งนี้ จึงถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมของภาคอุตสาหกรรมในการ ขับเคลื่อน “Road Map การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ผ่านความเชี่ยวชาญของแต่ละสมาคม เพื่อ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยอย่างบูรณาการ ทั้งในด้านการผลิต การลงทุน การพัฒนาซัพ พลายเชน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนประกาศเจตนารมณ์ ร่วม 10 ฟันเฟือง ขับเคลื่อนยานยนต์ไทย งานในวันนี้ยังเป็นการรวมตัวครั้งสําคัญของคณะผู้บริหารองค์กรจาก 10 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย ที่มาร่วมแสดงพลังและบทบาท ในการ ขับเคลื่อน "Road Map ทางรอดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย" ตามความเชี่ยวชาญของแต่ละสมาคม เพื่อ ยกระดับอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ

1. สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) - นําโดย นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมฯ: ขับเคลื่อน นโยบายภาพรวมและข้อเสนอเชิงโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่ยุติธรรม ผ่านกลไกอีวีบอร์ด

2. สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) - นําโดย นายสมพล ธนาดํารงศักดิ์ นายกสมาคมฯ: เป็นด่านหน้าปกป้องผู้ผลิตชิ้นส่วน ผลักดันการการยกระดับเกณฑ์ Local Content เป็นกลไกสําคัญใน การดูแลผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และรักษาบทบาทของไทยในห่วงโซ่การผลิตยานยนต์

3. สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (THAISUBCON) - นําโดย นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายก สมาคมฯ: เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ประกอบการ Tier 2/3 เข้าสู่การรับถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) และสนับสนุนรัฐในการตรวจสอบความถูกต้องของใบรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า (CO)

4. สมาคมไทยคอมโพสิท (TCA) - นําโดย นางสาวอรอนงค์ ใจเย็น นายกสมาคมฯ: สนับสนุนนวัตกรรม วัสดุนํ้าหนักเบา (Lightweight Materials) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ยานยนต์ยุคใหม่ เช่น มอเตอร์ไซค์ ไฟฟ้าและรถกระบะ EV

5. สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) - นําโดย คุณธนกฤษณ์ จังคพานิชย์ รองนายกสมาคมฯ: ผลักดันการยกระดับโรงงานผลิตชิ้นส่วนของไทยสู่ Smart Factory พร้อมเสนอ มาตรการอุดหนุนผู้ที่ใช้เครื่องจักรที่ผลิตในไทย

6. สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย (TDIA) - นําโดย นายไพศาล กสิกรรม นายกสมาคมฯ: เตรียม ความพร้อมด้านเทคโนโลยีแม่พิมพ์สําหรับกลุ่มชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกัน (Common Parts) เพื่อลดต้นทุนให้ ค่ายรถและส่งเสริมการใช้แม่พิมพ์สัญชาติไทย

7. สมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) - นําโดย รศ.วิรุฬห์ ศรีบริรักษ์ นายกสมาคมฯ: ขับเคลื่อนการ ทลายกําแพงเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ผลักดันให้ค่ายรถยอมเปิด Open Interface ให้นักพัฒนาไทยได้ร่วม พัฒนาระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS)

8. สมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) - นําโดย ดร.นุวงศ์ ชลคุป กรรมการบริหาร: วางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานผ่านระบบนิเวศแบตเตอรี่แบบครบวงจร ตั้งแต่การทดสอบ มาตรฐานไปจนถึงการรีไซเคิล

9. สมาคมอุตสาหกรรมหล่อโลหะไทย (TFA) - นําโดย นายนิธิภูมิ พงศ์เกรียงยศ อุปนายกสมาคมฯ: ผลักดันการแก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบต้นนํ้า (เช่น อะลูมิเนียมอินกอต) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถ แข่งขันด้านต้นทุนได้

10. สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) - (ส่งเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อน แม้ผู้แทนติดภารกิจใน ต่างประเทศ): ยกระดับศักยภาพการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ของไทยให้ได้มาตรฐาน Automotive Grade สู่การเป็นฮับอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์

ทั้ง 10 สมาคมขอยืนยันจุดยืนในการเป็น "เพื่อนคู่คิดของรัฐบาล" และขอเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งพิจารณา ข้อเสนอและ Road Map ทั้งหมดอย่างเร่งด่วน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อรักษาสถานะ ของประเทศไทยให้เป็น "ฐานการผลิตยานยนต์และเทคโนโลยีที่มั่นคงของโลก" ไม่ใช่เป็นเพียงตลาดบริโภคที่ ปราศจากเทคโนโลยีของตนเอง

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad

Pages