KKP ประเมินเม็ดเงิน 4 แสนล้านดันจีดีพี 1.9% ระยะสั้น เตือนรับมือผลกระทบสงครามที่ยังมาไม่ถึง - Siam Outlook

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Sunday, May 31, 2026

KKP ประเมินเม็ดเงิน 4 แสนล้านดันจีดีพี 1.9% ระยะสั้น เตือนรับมือผลกระทบสงครามที่ยังมาไม่ถึง


KKP ประเมินเม็ดเงิน 4 แสนล้านดันจีดีพี 1.9% ระยะสั้น
เตือนรับมือผลกระทบสงครามที่ยังมาไม่ถึง

(อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://media.kkpfg.com/document/2026/May/KKP%20Research_400-billion-government-borrowing-support-GDP.pdf )

กรุงเทพมหานคร — KKP Research ปรับประมาณการเศรษฐกิจจาก 1.3% เป็น 1.9% จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด การลงทุนที่มีสัญญาณชัดเจนขึ้น และการออกมาตรการด้านการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างอ่อนแอและมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามต่อไป ขณะที่ในระยะปานกลางไทยมีความเสี่ยงจะเผชิญกับปัญหาขาดดุลแฝดจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการคลังพร้อมกันและซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออยู่แล้ว สุดท้ายประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี แต่ต้องจับตาดูความเสี่ยงว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ รวมไปถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัญอื่น ๆ

เงินกู้ 4 แสนล้านช่วยไทยรอดเศรษฐกิจถดถอย

การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และคาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 3 ของปี และทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือ Technical Recession ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี


KKP Research ประเมินสถานะทางการคลังของไทยจากกรณีกู้เงินดังกล่าวว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% ภายในปี 2027 และมีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพดานขึ้นในที่สุด แม้ว่าความกังวลเรื่องเครดิตเรตติ้งอาจจะยังไม่เป็นประเด็นในระยะสั้น หลังจาก Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในอนาคตหากไม่สามารถปรับลดหนี้สาธารณะได้ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่วางไว้ โดยสิ่งที่ต้องติดตามสำคัญสำหรับสถานะทางการคลังของไทยในระยะต่อไป คือ 1) มาตรการการคลังที่อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจถึง 4 แสนล้านบาทจะสามารถพยุงเศรษฐกิจหรือเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่ 2) รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลในอนาคตได้หรือไม่ หลังจากมีการใช้จ่ายเงินกู้ออกไป และ 3) การลดระดับหนี้และรักษาวินัยการคลังหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไปได้หรือไม่

3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง “ลงทุน-ท่องเที่ยว-บริโภค”

อย่างไรก็ตาม หากมองไปในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างน้อย 3 ช่องทาง 1) การลงทุนของภาคเอกชนและการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอาจจะไม่ได้ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ เนื่องจากการลงทุนของไทยอาจมีสัดส่วนของการนำเข้า หรือ import content ที่สูงถึง 60-70% (โดยเฉพาะ Data Centers ที่อาจสูงไปได้ถึง 80-85%) ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงต่อประเด็นสินค้าสวมรอย หรือ transshipment สะท้อนจากตัวเลขการนำเข้าที่สูงติดต่อกันมากกว่า 20-30% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจมากนัก เมื่อเทียบกับตัวเลขเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนหรือได้จากการส่งออกดังกล่าว

2) จำนวนท่องเที่ยวทั้งปีอาจหดตัวจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันแพง จากเดิมที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำหรับในปีนี้ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางอาจจะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังและไม่เพียงพอที่นักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มฟื้นตัวจะมาชดเชยได้ KKP Research ปรับเพิ่มประมาณเล็กน้อยจาก 31.2 ล้านคน เป็น 31.8 ล้านคนจากตัวเลขในไตรมาสแรกที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมทั้งปีจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง

3) การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากราคาพลังงาน แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากมาตรการไทยช่วยไทย แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมากคาดว่าจะยังคงเป็นแรงกดดันของการบริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและประชาชนที่สถานะทางการเงินของครัวเรือนในปัจจุบันที่ตึงตัวอย่างมากสะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญ คือ หากสงครามยืดเยื้อต่อไปนานกว่าที่คาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน วัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่การผลิตในธุรกิจอื่น ๆ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยในปัจจุบัน แต่ผลกระทบในกรณีนี้จะสูงและทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วได้

บัญชีเดินสะพัดที่ไม่เหมือนเดิม

อีกประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาดดุล ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยชั่วคราว โดยปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการเร่งตัวของการลงทุนของเอกชน ที่จะทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่คาดว่าจะได้รับการชดเชยจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และอาจจะมองว่าเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีได้ แต่ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเท่าสมัยก่อน

นอกจากนี้ ประเด็นความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนค่าขนส่ง และการนำเข้าบริการต่างๆ ก็จะสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด การเปลี่ยนผ่านไปยังรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่เบียดบังรายได้ของการส่งออกของบริษัทรถยนต์สันดาปเดิม การนำเข้าบริการความบันเทิงในรูปแบบ subscription ต่าง ๆ หรือการใช้บริการ AI และค่าบริการขนส่งจากการนำเข้า (Transport balances) ที่มากขึ้น ทำให้บัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้น

เมื่อรวมเข้ากับผลกระทบจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งอาจนำไปสู่เงินเฟ้อและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนหรือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว

ในระยะต่อไป KKP Research มองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู่ปัญหาที่เรียกว่า Dual หรือ Twin Deficit คือขาดดุลการคลังพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินที่อ่อนลง เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และสร้างความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังเดินไปไม่ถึงจุดดังกล่าวตอนนี้ แต่เป็นประเด็นที่ควรต้องจับตามอง

คาด กนง. ไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

KKP Research มองว่า กนง. จะมองข้ามเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-side inflation shock) โดยจากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และของ KKP Research มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 5% ในช่วงปลายปี 2026 และปรับลดลงหลังจากเข้าสู่ฐานราคาพลังงานใหม่ในปีหน้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอจะเป็นแรงกดดันให้ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม กนง. อาจปรับเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายจาก 2 ปัจจัย 1) เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% อย่างมีนัยสำคัญ 2) ธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจนกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วมากขึ้นไปอีก

                      -----------------------------------------------------------------------------

เกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เกิดขึ้นจากการร่วมกิจการระหว่างธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการโดย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุนที่ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ จำกัด โดยกลุ่มธุรกิจฯ มุ่งนำทรัพยากรสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง เหมาะสม และเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยบริการที่เหนือความคาดหมาย

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย เช่นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนธุรกิจด้านตลาดทุนของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) ธุรกิจการลงทุน (Direct Investment) ตลอดจนธุรกิจจัดการกองทุน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kkpfg.com

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad

Pages