สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยครึ่งแรกปี 2564 และแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี - Siam Outlook

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

Thursday, July 8, 2021

สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยครึ่งแรกปี 2564 และแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี


แม้จะมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในช่วงไตรมาส 2 ตลาดตราสารหนี้ไทยยังขยายตัวที่ร้อยละ 2 จากการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ทำให้ในครึ่งแรกของปี 2564 นักลงทุนต่างชาติมียอดการซื้อสุทธิสะสม 73,437 ล้านบาท


นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
 กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสามตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยในครึ่งปีแรกขยายตัวที่ร้อยละ 2 มาอยู่ที่ 14.41 ล้านล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ลดลงในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชน

ระยะยาวเพิ่มขึ้นร้อยละ 63 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าการออก 522,070 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่มียอดการออกทั้งปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม สังคมและความยั่งยืน (ESG bond) ยังเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีมูลค่าการออก ESG bond จากทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสิ้น 61,000 ล้านบาท
คิดเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าการออกปีที่แล้วทั้งปี นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนรูปแบบใหม่ที่ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลความสำเร็จของโครงการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือสังคม โดยผู้ออกสามารถนำเงินทุนไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมตามที่ได้กำหนดเป็นเป้าหมายไว้ นับเป็นโอกาสในการระดมทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทที่มีหลายโครงการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม

ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (Fund flow) ในครึ่งแรกของปี 2564 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิรวม 73,437 ล้านบาท เป็นการขายสุทธิตราสารหนี้ระยะสั้น และซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะยาว เป็นการกลับเข้าซื้อตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ทำให้ยอดการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นไตรมาสสองของปีนี้อยู่ที่ 908,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 849,081 ล้านบาท ณ สิ้นปีก่อนหน้า โดยมากกว่าร้อยละ 90 เป็นการถือครองในตราสารหนี้ระยะยาว

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในช่วงครึ่งปีแรกมีการปรับตัวในทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีปัจจัยกดดันจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ จากนั้นปรับตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสสองจากการระบาดของโควิด ระลอก 3 เมื่อสิ้นไตรมาสสองของปี เส้น Bond yield จึงมีลักษณะชันขึ้น (Steepen) จากสิ้นปีที่แล้ว
โดย Bond yield ปรับตัวสูงขึ้นจากสิ้นปีก่อนในทุกช่วงอายุ ซึ่งรุ่นอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้น 13 bps. และรุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 50 bps. จากปลายปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 0.51 และที่ร้อยละ 1.78 ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาสสอง

สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 นี้ นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดว่าบริษัทเอกชนไทยยังคงต้องการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงการ refinance สินเชื่อที่กู้มาในช่วงก่อนหน้านี้ของบริษัทขนาดใหญ่เพื่อการเข้าซื้อกิจการ (M&A) โดยได้ปรับประมาณการออกหุ้นกู้ทั้งปีขึ้นจากเดิมที่ 750,000 ล้านบาท เป็นที่ 900,000 ล้านบาท ส่วนทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่ามีโอกาสจะขยับขึ้นตาม Bond yield ของสหรัฐอเมริกา จากการที่เฟดจะเริ่มส่งสัญญาณการทยอยถอนมาตรการการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Tapering) เมื่อตัวเลขต่างๆ สะท้อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนในช่วงปลายปีนี้หรือ
ต้นปีหน้า 

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here

Pages