“ในยุคที่สังคมหวั่นผลกระทบจากเอไอ ธุรกิจยิ่งต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการใช้เทคโนโลยี เพื่อสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ” H.O.W. คว้าตัว
“เจสสิกา โรเซนวอร์เซล” ผู้นำหญิงระดับโลก
ผู้ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลทางเทคโนโลยี ร่วมถ่ายทอด Wisdom
ให้กลุ่มผู้นำองค์กรชั้นนำของไทย ชี้เทคโนโลยีคือ
“ซูเปอร์พาวเวอร์” ที่ภาคธุรกิจต้องใช้อย่างรับผิดชอบและพาสังคมเติบโต
คุณเรืองโรจน์ พูนผล ผู้ร่วมก่อตั้ง H.O.W. กล่าวว่า “H.O.W. ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นคอมมูนิตี้แห่งปัญญา ที่เกิดการแลกเปลี่ยน ‘Wisdom’ ซึ่งกันและกัน โดยสมาชิกของ H.O.W. ล้วนเป็นผู้นำองค์กรระดับประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้น การส่งต่อ ‘Wisdom’ ไปยังกลุ่มผู้นำเหล่านี้เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่ประเทศได้ ดังนั้น H.O.W. จึงเชิญบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ระดับโลกมาถ่ายทอด ‘Wisdom’ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ปีที่ร่วมกันสร้างคอมมูนิตี้นี้ขึ้นมา โดยเทคโนโลยีเป็นประเด็นแห่งยุคสมัยที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง การได้รับเกียรติจากคุณเจสสิกา โรเซนวอร์เซล ซึ่งเป็น ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันวิจัยที่ก่อตั้งโดยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเซสต์ (Massachusett Insitute of Technology: MIT Media Lab) และ อดีตประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) (FCC — Federal Communications Commission) จากประเทศสหรัฐอเมริกา มาถ่ายทอดประสบการณ์และวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีกับการสร้างผลกระทบทางบวกให้กับสังคมโลก จึงเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากคุณเจสสิกา โรเซนวอร์เซลมีประสบการณ์ในการกำกับดูแลกฎระเบียบและผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึง ตลอดจนใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมได้จริง ความรู้ที่มาจากผู้ลงมือทำจริงซึ่งอยู่ในโลกเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าเราเช่นนี้ เมื่อได้รับการถ่ายทอดอย่างใกล้ชิดและเอ็กซ์คลูซีฟ และแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้นำองค์กรที่มาร่วมแลกเปลี่ยนได้เห็นทั้งภาพใหญ่ของเทคโนโลยีในระดับมหภาคว่า มีประเด็นทางสังคมซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่ควรได้รับการแก้ไข หรือจะใช้เทคโนโลยีในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมวงกว้างได้อย่างไร”
คุณ เจสสิกา โรเซนวอร์เซล กล่าวว่า เทคโนโลยีก็เหมือนเป็นซูเปอร์พาวเวอร์ที่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลให้กับโลก วิสัยทัศน์ที่ผู้มีอำนาจในการใช้เทคโนโลยีควรระลึกเสมอคือ นอกจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจแล้ว เทคโนโลยีต้องมีไว้เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น หรือเชื่อมโยงมนุษย์ให้เข้าถึงมนุษย์ด้วยกันได้ดีขึ้น การใช้ซูเปอร์พาวเวอร์ดังกล่าวจึงจะมีคุณค่า และองค์กรจะได้เติบโตได้อย่างยั่งยืนทั้งในมิติทางธุรกิจ และมิติทางสังคม
ในช่วง 3 ปีข้างหน้า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเผชิญความเสี่ยงรุนแรงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ผ่านช่องโหว่ที่ผู้พัฒนาหรือเจ้าของระบบยังไม่เคยรู้มาก่อน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี AI ที่ดูแนบเนียนเสมือนจริงมากขึ้น ซึ่งภาคธุรกิจเองต้องระมัดระวังในการใช้โดยไม่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จไปยังผู้บริโภคเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ หรือใช้โจมตีคู่แข่งอย่างไม่เป็นธรรม ไปจนถึงผลกระทบทางเทคโนโลยีที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะไม่เกิดจากการเลิกจ้างทั้งหมด (Job displacement) แต่เกิดการทดแทนภารกิจงาน (Task displacement) โดยจากบทเรียนในประวัติศาสตร์ปฏิวัติอุตสาหกรรมและการค้าโลก ผู้ชนะในการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีมักไม่เคยชดเชยแก่ผู้สูญเสีย ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบทางสังคม และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ นอกเหนือจากการเติบโตด้านกำไร
ขณะเดียวกัน การแข่งขันทางธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีที่สร้างความเสมอภาคในการแข่งขัน ตลอดจนกฎระเบียบที่ควบคุมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่า ภาคธุรกิจจะนำเทคโนโลยีไปใช้โดยไม่สร้างผลกระทบทางลบให้กับสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งภาคธุรกิจไม่ควรมองการกำกับดูแลในมุมของการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการกีดกันการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ แต่ควรให้ความร่วมมือ และมองการกำกับดูแลในฐานะเครื่องมือที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรได้ ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยชุดข้อมูลที่ถูกสังคมตั้งคำถามได้ว่าอะไรคือข้อมูลที่เป็นจริง อะไรคือข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือมีวาระซ่อนเร้นของข้อมูล การที่องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ภายใต้กฎระเบียบทางเทคโนโลยีที่เป็นธรรม และใช้เทคโนโลยีในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม มีความโปร่งใส่ในการดำเนินงาน จะยิ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้องค์กรได้ และขับเคลื่อนให้สังคมดีขึ้นพร้อมกัน
“เมื่อเปรียบเทียบกับโลกกายภาพ สินค้าที่มีโอกาสส่งผลกระทบทางลบให้กับผู้บริโภคจะถูกหน่วยงานรัฐสั่งเก็บออกจากตลาดและดำเนินคดีทันที แต่ในโลกดิจิทัลกลับยังขาดกรอบความรับผิดชอบทางกฎหมาย (Liability Framework) ที่ชัดเจน และยังตามไม่ทันเทคโนโลยีที่ไปเร็วกว่า ดังนั้น องค์กรทางธุรกิจเองจำเป็นต้องสร้างกรอบความรับผิดชอบ และยินยอมให้มีองค์กรประเมินที่เป็นอิสระ (Independent evaluators) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนแก่ผู้บริโภคได้ สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ด้วยเช่นกัน” คุณเจสสิกา กล่าว
การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และความรู้ระดับโลกแบบใกล้ชิดเป็นพิเศษเช่นนี้ เป็นความตั้งใจที่คอมมูนิตี้ H.O.W. ต้องการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านการส่งต่อ “Wisdom” ไปยังผู้นำองค์กรระดับประเทศที่เป็นสมาชิกของ H.O.W. โดยงานครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้นำและผู้บริหารจากหลากหลายวงการร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ คุณพรรณี วรวุฒิจงสถิต กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ และคุณประเวช องอาจสิทธิกุล กรรมการอิสระ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน), คุณเอกพล พงศ์สถาพร ประธานกรรมการ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน), คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด และ ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร MIT Professor, Head of Cyborg Psychology และ Co-director of the MIT Media Lab’s Advancing Humans with AI ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายที่พร้อมร่วมกันสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมต่อไป"
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ H.O.W. (House of Wisdom)
ได้ที่ https://howbangkok.com/
###
เกี่ยวกับ H.O.W. (House of Wisdom)
H.O.W. หรือ House of Wisdom คือ สโมสรแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและคอมมูนิตี้สำหรับ H.O.W. Fellows ภายใต้การนำของสอง Dean ได้แก่ คุณธนา เธียรอัจฉริยะ และคุณเรืองโรจน์ พูนผล โดยมุ่งเป็นพื้นที่ที่รวบรวมผู้นำ ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายสาขาความเชี่ยวชาญ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้ และเรื่องราวการเดินทางของชีวิต ภายใต้แนวคิด “a givers’ circle” ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ การแบ่งปัน และมิตรภาพ ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งการบรรยาย เวิร์กช็อป กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาตนเอง และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Fellows ทั้งในมิติส่วนตัวและวิชาชีพ







No comments:
Post a Comment