เร่งแผนขยาย EV Truck รวมสิ้นปี 44 คัน
หนุนแผนคุมต้นทุน–เสริมแกร่งซัพพลายเชนไม่สะดุด
ตั้งเป้าช่วยลดการใช้น้ำมันรวม 457,000 ลิตร
นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของพลังงานโลก ได้สร้างแรงกดดันต่อทั้งภาคธุรกิจและค่าครองชีพของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตัวเลขการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จากข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 372,662 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 63.83 ทั้งนี้ มีรถกระบะและรถแวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 2567 ร้อยละ 77.22 และรถบรรทุกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.39 สะท้อนถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเร่งพัฒนาทางเลือกด้านพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ท็อปส์จึงเดินหน้าเร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ โดยนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) มาเป็นกลไกสำคัญในการบริหารซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ควบคุมต้นทุน และสร้างความมั่นใจว่าสินค้ายังคงพร้อมจำหน่ายอย่างต่อเนื่องในทุกสาขา”
ปัจจุบันท็อปส์มีการใช้งานรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) รวมทั้งสิ้น 24 คัน รองรับการกระจายสินค้าทั้งแบบควบคุมอุณหภูมิและอุณหภูมิปกติ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาคหลักทั่วประเทศ เพื่อกระจายสินค้าไปยังท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ เดลี่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา รถ EV Truck ของท็อปส์มีระยะทางการวิ่งรวมกว่า 1,682,938 กิโลเมตร หรือเทียบเท่าระยะทางไป-กลับจากเชียงราย–เบตง กว่า 467 รอบ พร้อมช่วยลดการใช้น้ำมันได้กว่า 262,568 ลิตรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 690 ตันคาร์บอนเทียบเท่า
ทั้งนี้ เพื่อรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวนและตอบรับกับนโยบายของรัฐในการร่วมประหยัดพลังงาน และลดการใช้น้ำมัน ท็อปส์ตั้งเป้าขยายการใช้งานรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) โดยวางแผนเพิ่มรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าขนาด 4 ล้อ อีกจำนวน 20 คัน รวมเป็น 44 คันภายในสิ้นปี 2569 นอกจากนี้ หากสถานการณ์น้ำมันส่อแนวโน้มเข้าขั้นวิกฤต ท็อปส์ยังเตรียมแผนสำรองที่จะขยายรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษอีกจำนวน 20 คัน รองรับการขนส่งสินค้าทั้งแบบควบคุมอุณหภูมิและอุณหภูมิปกติ พร้อมเสริมกำลังการกระจายสินค้าในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลให้ต่อเนื่องที่สุด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยตั้งเป้าช่วยลดการใช้น้ำมันได้เพิ่มเติมอีกกว่า 457,000 ลิตรต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,202 ตันคาร์บอนเทียบเท่า
นอกจากนี้ การลดการใช้พลังงานนับเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของท็อปส์ในการดูแลสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพบริการ และขับเคลื่อนสู่ Green Logistics อย่างยั่งยืน โดยเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ ‘12 Missions to Sustainable Retail’ ภายใต้ปรัชญา “CRC Care” มิติ “Care for the Environment” มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
“เรายังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าความผันผวนของราคาน้ำมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อการกระจายและเติมสินค้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาโซลูชัน
โลจิสติกส์ที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน และตอกย้ำบทบาทท็อปส์ในฐานะผู้นำฟู้ดรีเทลที่ผู้บริโภคไว้วางใจ พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์” นายธนวัตร กล่าวสรุป
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TOPS.co.th, เฟซบุ๊ก TOPSThailand และแอปพลิเคชันไลน์ @TOPSThailand
#TOPS #EveryDayDISCOVERY #SustainableRetail #TOPSEVTrucks
###
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียน คิม (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
หมายเหตุ: บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์







No comments:
Post a Comment