เตือนภาวะ “MONW” ไม่อ้วนแต่เผาผลาญไม่ดี
แนะเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดเสี่ยงโรคระยะยาว
กินเท่าไรก็ไม่อ้วน น้ำหนักไม่เคยเกินเกณฑ์ จนหลายคนคิดว่าตัวเองสุขภาพดีและไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเบาหวานหรือไขมันในเลือด แต่ความจริงแล้วรูปร่างอาจไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะแม้น้ำหนักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ บางคนกลับมีระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ รวมถึงมีไขมันสะสมในช่องท้องมากกว่าที่คิด ภาวะนี้เรียกว่า Metabolically Obese Normal Weight (MONW) หรือภาวะน้ำหนักปกติแต่มีความผิดปกติทางเมตาบอลิก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยที่เจ้าตัวอาจยังไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็น นพ.ดุษฎี จรัญวรากรชัย แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ชวนทำความเข้าใจว่าเหตุใดคนที่ดูไม่อ้วนจึงอาจมีปัญหาสุขภาพเมตาบอลิกซ่อนอยู่ พร้อมแนะนำวิธีประเมินความเสี่ยงและดูแลสุขภาพให้เหมาะสม โดยไม่ยึดติดกับตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว
นพ.ดุษฎี จรัญวรากรชัย อธิบายว่า สุขภาพเมตาบอลิก (Metabolic Health) ที่ดี คือการที่ร่างกายนำพลังงานจากอาหารไปใช้และเก็บสะสมได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน และฮอร์โมน โดยเฉพาะอินซูลินที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่การกินแล้วน้ำหนักไม่ขึ้นไม่ได้ยืนยันว่าระบบเหล่านี้ทำงานได้ดีเสมอไป บางคนมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI 18.5-22.9) แต่กลับพบความผิดปกติทางเมตาบอลิก เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำ ซึ่งอาจเข้าข่าย Metabolically Obese Normal Weight (MONW) หรือภาวะน้ำหนักปกติแต่มีความผิดปกติทางเมตาบอลิก
กล้ามเนื้อลด-ไขมันเพิ่ม ปัจจัยเสี่ยง MONW ที่ตัวเลขบนตาชั่งวัดไม่ได้
มวลกล้ามเนื้อน้อยและไขมันในช่องท้องมาก เป็นหนึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะ MONW ซึ่งอายุ ฮอร์โมน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีส่วนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ เช่น ผู้สูงวัยและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอาจมีกล้ามเนื้อลดลงและสะสมไขมันในช่องท้องมากขึ้น ส่วนคนที่กินเกินความต้องการ กินหวานมาก หรือนั่งนานโดยไม่ค่อยขยับตัว ก็สะสมไขมันได้ง่าย ยิ่งไม่ได้ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน มวลกล้ามเนื้อก็ยิ่งลดลง แม้น้ำหนักรวมจะยังเท่าเดิม แต่ร่างกายอาจจัดการน้ำตาลได้ไม่ดีเท่าเดิม เพราะกล้ามเนื้อช่วยนำน้ำตาลไปใช้และเก็บไว้เป็นพลังงาน ขณะที่ไขมันในช่องท้องสัมพันธ์กับการอักเสบและภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ความผิดปกติเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด หากมีไขมันสะสมในตับร่วมด้วย บางรายอาจเกิดตับอักเสบ หรือเกิดพังผืดในตับจนลุกลามเป็นตับแข็งได้ สิ่งที่น่าห่วงคือผู้ที่มีน้ำหนักปกติอาจยังไม่มีอาการและเข้าใจว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยง กว่าจะรู้ตัวอีกทีโรคก็อาจลุกลาม จึงควรตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้รูปร่างยังดูไม่อ้วนหรือไม่มีอาการ เพราะช่วยให้พบความผิดปกติและวางแผนดูแลได้ทันท่วงที
ประเมิน “สุขภาพเมตาบอลิก” ต้องเช็กให้รอบด้าน
การตรวจสุขภาพเมตาบอลิกต้องดูมากกว่าดัชนีมวลกาย (BMI) โดยแพทย์จะใช้รอบเอวช่วยประเมินการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง ซึ่งรอบเอวที่เกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และเกิน 80 เซนติเมตรในผู้หญิง เป็นสัญญาณความเสี่ยงที่ควรใส่ใจ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาร่วมกับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงประวัติสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งอาจมีแนวโน้มเกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ง่ายขึ้น ในบางราย แพทย์อาจตรวจองค์ประกอบร่างกายเพื่อดูมวลกล้ามเนื้อและไขมันเพิ่มเติม ข้อมูลทั้งหมดนี้ช่วยให้เห็นปัญหาที่รูปร่างหรือน้ำหนักบอกไม่ได้ และวางแนวทางปรับพฤติกรรม ติดตามผล หรือรักษาได้เหมาะกับแต่ละคน
ดูแลสุขภาพเมตาบอลิกง่าย ๆ เริ่มจากเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดไขมัน
สำหรับผู้ที่มีภาวะ MONW ควรเน้นรักษาตามอาการ พร้อมเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่กับลดไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง เริ่มจากการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น การฝึกด้วยน้ำหนัก (Weight Training) ด้วยดัมเบลหรือบาร์เบล การใช้ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) หรือการใช้น้ำหนักตัว (Bodyweight) เช่น สควอตและวิดพื้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ร่วมกับคาร์ดิโอระดับปานกลาง เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน รวมสัปดาห์ละ 150–300 นาที อาจเริ่มจากวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน โดยค่อย ๆ เพิ่มตามความพร้อมและขยับตัวระหว่างวันเพื่อลดการนั่งนาน ด้านอาหารควรกินให้พอดีกับความต้องการ ได้รับโปรตีนเพียงพอจากปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือเต้าหู้ เพิ่มผัก ผลไม้ทั้งผล และธัญพืชไม่ขัดสี พร้อมลดขนมหวานและเครื่องดื่มเติมน้ำตาล รวมถึงนอนหลับให้เพียงพอและผ่อนคลายความเครียด ควบคู่กับการติดตามระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และความดันโลหิตตามคำแนะนำของแพทย์ เมื่อกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและไขมันลดลง น้ำหนักอาจยังเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นได้หากมวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากกว่าไขมันที่ลดลง พร้อมกับสุขภาพเมตาบอลิกที่ดีขึ้น จึงควรพิจารณาผลตรวจสุขภาพและความเปลี่ยนแปลงของร่างกายร่วมกัน มากกว่ามุ่งลดตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว
ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน
#####
เกี่ยวกับโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน บนพื้นที่ 4 ไร่ เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ขนาด 235 เตียง ในอาคารสูง 18 ชั้น ได้รับการรับรองมาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล Joint Commission International (JCI) พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่าง ๆ ควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อรองรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยหลากหลาย รวมถึงโรคที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการดูแลร่วมกันของแพทย์หลายสาขา โดยมุ่งเน้นการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มอาการเมตาบอลิซึม โรคเบาหวาน สุขภาพปอด โรคกระดูกและข้อ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ สุขภาพสตรี ทั้งสูตินรีเวช เต้านมและทรวงอก โรคสมองและระบบประสาท และกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พร้อมการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยหลังภาวะวิกฤต (Transitional Care) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับไปพักฟื้นที่บ้าน นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังให้บริการดูแลสุขภาพถึงบ้าน (Health to Home) และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการผ่านแอปพลิเคชัน ViMUT ทั้งการตรวจสอบประวัติสุขภาพ การนัดหมายแพทย์ การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) และบริการจัดส่งยาถึงบ้าน (ViMUT Drug Delivery) เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในโรงพยาบาลจนถึงที่บ้าน




No comments:
Post a Comment