ภัยเงียบในคนผอม! แพทย์ รพ.วิมุต พหลโยธิน เตือนภาวะ “MONW” ไม่อ้วนแต่เผาผลาญไม่ดี แนะเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดเสี่ยงโรคระยะยาว - Siam Outlook

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Friday, November 6, 2026

ภัยเงียบในคนผอม! แพทย์ รพ.วิมุต พหลโยธิน เตือนภาวะ “MONW” ไม่อ้วนแต่เผาผลาญไม่ดี แนะเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดเสี่ยงโรคระยะยาว

ภัยเงียบในคนผอม! แพทย์ รพ.วิมุต พหลโยธิน
เตือนภาวะ “MONW” ไม่อ้วนแต่เผาผลาญไม่ดี
แนะเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดเสี่ยงโรคระยะยาว

กินเท่าไรก็ไม่อ้วน น้ำหนักไม่เคยเกินเกณฑ์ จนหลายคนคิดว่าตัวเองสุขภาพดีและไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเบาหวานหรือไขมันในเลือด แต่ความจริงแล้วรูปร่างอาจไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะแม้น้ำหนักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ บางคนกลับมีระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ รวมถึงมีไขมันสะสมในช่องท้องมากกว่าที่คิด ภาวะนี้เรียกว่า Metabolically Obese Normal Weight (MONW) หรือภาวะน้ำหนักปกติแต่มีความผิดปกติทางเมตาบอลิก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยที่เจ้าตัวอาจยังไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็น นพ.ดุษฎี จรัญวรากรชัย แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ชวนทำความเข้าใจว่าเหตุใดคนที่ดูไม่อ้วนจึงอาจมีปัญหาสุขภาพเมตาบอลิกซ่อนอยู่ พร้อมแนะนำวิธีประเมินความเสี่ยงและดูแลสุขภาพให้เหมาะสม โดยไม่ยึดติดกับตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว

รู้จัก MONW เมื่อ “น้ำหนักปกติ” ไม่ได้ยืนยันว่าเราสุขภาพดี


นพ.ดุษฎี จรัญวรากรชัย อธิบายว่า สุขภาพเมตาบอลิก (Metabolic Health) ที่ดี คือการที่ร่างกายนำพลังงานจากอาหารไปใช้และเก็บสะสมได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน และฮอร์โมน โดยเฉพาะอินซูลินที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่การกินแล้วน้ำหนักไม่ขึ้นไม่ได้ยืนยันว่าระบบเหล่านี้ทำงานได้ดีเสมอไป บางคนมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI 18.5-22.9) แต่กลับพบความผิดปกติทางเมตาบอลิก เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำ ซึ่งอาจเข้าข่าย Metabolically Obese Normal Weight (MONW) หรือภาวะน้ำหนักปกติแต่มีความผิดปกติทางเมตาบอลิก


กล้ามเนื้อลด-ไขมันเพิ่ม ปัจจัยเสี่ยง MONW ที่ตัวเลขบนตาชั่งวัดไม่ได้

มวลกล้ามเนื้อน้อยและไขมันในช่องท้องมาก เป็นหนึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะ MONW ซึ่งอายุ ฮอร์โมน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีส่วนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ เช่น ผู้สูงวัยและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอาจมีกล้ามเนื้อลดลงและสะสมไขมันในช่องท้องมากขึ้น ส่วนคนที่กินเกินความต้องการ กินหวานมาก หรือนั่งนานโดยไม่ค่อยขยับตัว ก็สะสมไขมันได้ง่าย ยิ่งไม่ได้ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน มวลกล้ามเนื้อก็ยิ่งลดลง แม้น้ำหนักรวมจะยังเท่าเดิม แต่ร่างกายอาจจัดการน้ำตาลได้ไม่ดีเท่าเดิม เพราะกล้ามเนื้อช่วยนำน้ำตาลไปใช้และเก็บไว้เป็นพลังงาน ขณะที่ไขมันในช่องท้องสัมพันธ์กับการอักเสบและภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี ความผิดปกติเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด หากมีไขมันสะสมในตับร่วมด้วย บางรายอาจเกิดตับอักเสบ หรือเกิดพังผืดในตับจนลุกลามเป็นตับแข็งได้ สิ่งที่น่าห่วงคือผู้ที่มีน้ำหนักปกติอาจยังไม่มีอาการและเข้าใจว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยง กว่าจะรู้ตัวอีกทีโรคก็อาจลุกลาม จึงควรตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้รูปร่างยังดูไม่อ้วนหรือไม่มีอาการ เพราะช่วยให้พบความผิดปกติและวางแผนดูแลได้ทันท่วงที

ประเมิน “สุขภาพเมตาบอลิก” ต้องเช็กให้รอบด้าน


การตรวจสุขภาพเมตาบอลิกต้องดูมากกว่าดัชนีมวลกาย (BMI) โดยแพทย์จะใช้รอบเอวช่วยประเมินการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง ซึ่งรอบเอวที่เกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และเกิน 80 เซนติเมตรในผู้หญิง เป็นสัญญาณความเสี่ยงที่ควรใส่ใจ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาร่วมกับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงประวัติสุขภาพและปัจจัยเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งอาจมีแนวโน้มเกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ง่ายขึ้น ในบางราย แพทย์อาจตรวจองค์ประกอบร่างกายเพื่อดูมวลกล้ามเนื้อและไขมันเพิ่มเติม ข้อมูลทั้งหมดนี้ช่วยให้เห็นปัญหาที่รูปร่างหรือน้ำหนักบอกไม่ได้ และวางแนวทางปรับพฤติกรรม ติดตามผล หรือรักษาได้เหมาะกับแต่ละคน

ดูแลสุขภาพเมตาบอลิกง่าย ๆ เริ่มจากเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดไขมัน


สำหรับผู้ที่มีภาวะ MONW ควรเน้นรักษาตามอาการ พร้อมเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่กับลดไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง เริ่มจากการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น การฝึกด้วยน้ำหนัก (Weight Training) ด้วยดัมเบลหรือบาร์เบล การใช้ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) หรือการใช้น้ำหนักตัว (Bodyweight) เช่น สควอตและวิดพื้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ร่วมกับคาร์ดิโอระดับปานกลาง เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน รวมสัปดาห์ละ 150–300 นาที อาจเริ่มจากวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน โดยค่อย ๆ เพิ่มตามความพร้อมและขยับตัวระหว่างวันเพื่อลดการนั่งนาน ด้านอาหารควรกินให้พอดีกับความต้องการ ได้รับโปรตีนเพียงพอจากปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือเต้าหู้ เพิ่มผัก ผลไม้ทั้งผล และธัญพืชไม่ขัดสี พร้อมลดขนมหวานและเครื่องดื่มเติมน้ำตาล รวมถึงนอนหลับให้เพียงพอและผ่อนคลายความเครียด ควบคู่กับการติดตามระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และความดันโลหิตตามคำแนะนำของแพทย์ เมื่อกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและไขมันลดลง น้ำหนักอาจยังเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นได้หากมวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากกว่าไขมันที่ลดลง พร้อมกับสุขภาพเมตาบอลิกที่ดีขึ้น จึงควรพิจารณาผลตรวจสุขภาพและความเปลี่ยนแปลงของร่างกายร่วมกัน มากกว่ามุ่งลดตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว

“หลายคนกินแล้วรูปร่างไม่เปลี่ยน ก็อาจเข้าใจว่าร่างกายเผาผลาญได้ดี แต่ไขมันไม่ได้สะสมเฉพาะใต้ผิวหนังที่เรามองเห็นหรือจับได้ บางคนอาจมีไขมันสะสมในช่องท้องมากจนเกิดปัญหาสุขภาพเมตาบอลิก ทั้งที่น้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงอยากให้เข้าใจว่าการยังไม่อ้วนหรือกินแล้วน้ำหนักไม่ขึ้น ไม่ได้ยืนยันว่าเราสุขภาพดีเสมอไป ดังนั้นอยากหันมาใส่ใจสุขภาพเมตาบอลิกตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรอง จะได้รู้ว่ามีความผิดปกติซ่อนอยู่หรือไม่ และควรดูแลตรงไหน โดยไม่ต้องรอให้รูปร่างเปลี่ยนหรือมีอาการก่อน” นพ.ดุษฎี จรัญวรากรชัย กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน


                                                       #####

เกี่ยวกับโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน

โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน บนพื้นที่ 4 ไร่ เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ขนาด 235 เตียง ในอาคารสูง 18 ชั้น ได้รับการรับรองมาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล Joint Commission International (JCI) พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่าง ๆ ควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อรองรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยหลากหลาย รวมถึงโรคที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการดูแลร่วมกันของแพทย์หลายสาขา โดยมุ่งเน้นการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มอาการเมตาบอลิซึม โรคเบาหวาน สุขภาพปอด โรคกระดูกและข้อ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ สุขภาพสตรี ทั้งสูตินรีเวช เต้านมและทรวงอก โรคสมองและระบบประสาท และกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พร้อมการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยหลังภาวะวิกฤต (Transitional Care) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนกลับไปพักฟื้นที่บ้าน นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังให้บริการดูแลสุขภาพถึงบ้าน (Health to Home) และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการผ่านแอปพลิเคชัน ViMUT ทั้งการตรวจสอบประวัติสุขภาพ การนัดหมายแพทย์ การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) และบริการจัดส่งยาถึงบ้าน (ViMUT Drug Delivery) เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในโรงพยาบาลจนถึงที่บ้าน

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad

Pages